|
การใช้ประโยชน์จากไม้สักทอง |
|
|
|
|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 03 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 11:03 น. |
|
การใช้ประโยชน์จากไม้สักทอง
เนื้อจากไม้สักทองเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีลักษณะพิเศษกว่าไม้ชนิดอื่นๆ คือเนื้อไม้มีลายสวยงาม สีทองเหลืองอร่าม สามารถเลื่อยไส ตบแต่ง แกะสลักได้ง่าย มีความทนทานสูงสามารถฝังอยู่ในดินได้เป็นเวลานานโดยไม่ผุพัง อีกทั้งยังสามารถต้านทาน มอด ปลวก และแมลงได้ดี ทำให้ผู้คนมักนำไม้สักทองมาทำบ้าน วิหาร อาคาร ตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ปัจจุบันจะไม่ค่อยมีคนปลูกบ้านด้วยไม้สักทั้งหลังแล้วเพราะไม้สักมีราคาสูงมากๆ ปัจจุบันถ้าจะปลูกบ้านด้วยไม้สักทั้งหลังต้องใช้เงินกันเป็นหลักล้านเลยทีเดียว)
ปัจจุบันจะนิยมนำไม้สักทองมาทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ไม้แกะสลัก ปาร์เก้ โมเสค วงกบ ประตู หน้าต่าง เป็นต้น โดยผู้ผลิตต้องใช้ผลผลิตจากไม้สักให้คุ้มค่ามากที่สุดไม่ว่าจะเป็นไม้ชิ้นเล็กๆก็ตาม
และจากการที่ไม้สักเป็นที่นิยมอย่างสูงทั้งในประประเทศและต่างประเทศ ทำให้ไม้สักตามป่าธรรมชาติเหลืออยู่น้อยมาก จนรัฐบาลต้องออกกฏหมายปิดป่า และส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้สักทองเป็นสวนป่าขึ้นมาทดแทนการตัดไม้จากป่ามาทำใช้ประโยชน์ และถึงแม้ว่าเนื้อไม้ของไม้สักที่ปลูกเป็นสวนป่าจะมีความสวยงามน้อยกว่า แต่ก็ยังมีคุณสมบัติทนทานต่อแมลงและมีความแข็งแรงเช่นเดียวกันกับไม้สักจากธรรมชาติ
ที่มาของเนื้อหา http://goldentrees.blogspot.com/2009/07/blog-post_4147.html |
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 03 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 11:07 น. |
|
วิธีป้องกันบ้านไม้จากปลวก |
|
|
|
|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันเสาร์ที่ 01 มกราคม 2011 เวลา 08:34 น. |
|
บ้านไม้มักจะผุพังก่อนเวลาอันควร เนื่องจากปลวกรุกราน รวมไปถึงข้าวของภายในบ้านด้วย เช่น กระดาษ , ผ้า , หนังสัตว์ , พรม , หนังสือ , เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ซื่งถ้าหากปลวกเข้ามารุกรานภายในบ้านได้แล้วก็จะกำจัดได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นควรป้องกันปลวกไว้ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างบ้าน
วิธีป้องกันบ้านไม้จากปลวกมีดังนี้
- ก่อนทำการก่อสร้าง ต้องกำจัดแหล่งสร้างรังของปลวก โดยทำลายทั้งทางขึ้นและลง หรือเส้นทางลำเลียงอาหาร พร้อมกับการสร้างแนวป้องกันปลวกไว้
- ก่อนทำการก่อสร้างบ้าน ต้องอัดน้ำเคมีลงดินรอบๆแนวคานทั้งด้านในและด้านนอก , ฉีดน้ำยาเคมีเคลือบผิวดินในทุกๆตารางนิ้ว , ฉีดน้ำยาเคมีรอบตัวอาคารระยะ 1 เมตร และบริเวณที่มีความชื้นสูง
- ในการก่อสร้างควรเลือกไม้ที่ทนทานต่อปลวกและแมลง เช่น ไม้สัก , ไม้เต็ง , ไม้แดง , ไม้ชิงชัน เป็นต้น ส่วนกรณีที่เป็นไม้ที่ไม่ทนต่อการทำลายของปลวกและแมลงต้องทำการอาบน้ำยาเคมีป้องกันแมลงเสียก่อน
- ทำการฉีดน้ำยาเคมีเคลือบโครงไม้ โดยให้น้ำซึมเข้าไปตามรอยต่อของไม้
- ไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ติดกับบ้านไม้มากนัก เพราะปลวกสามารถเข้ามาภายในบ้านทางรากไม้ได้
- ในหน้าฝนต้องป้องกันไม่ให้แมลงเม่าบินเข้ามาภายในบ้านได้ เพราะแมลงเม่าก็คือปลวกในวัยเจริญพันธุ์นั่นเอง ถ้าหากมันเข้ามาภายในบ้านได้ มันก็จะทำรังและวางไข่กลายเป็นปลวกได้
ที่มา http://www.onlinewoodmarket.com/2009-04-22-06-24-37.html |
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 01 มกราคม 2011 เวลา 08:53 น. |
|
|
วิธีการทำให้ไม้ไผ่สามารถใช้งานได้คงทน |
|
|
|
|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันเสาร์ที่ 09 ตุลาคม 2010 เวลา 03:43 น. |
วิธีการทำให้ไม้ไผ่สามารถใช้งานได้คงทน อายุของไม้ไผ่ที่สามารถนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ หรือใช้ในการก่อสร้างโดยทั่วไปนั้น ควรใช้ไม้ไผ่ที่มีอายุประมาณ 3-5 ปี และถ้าหากตัดไม้ไผ่มาใช้งานแบบติดดินจะมีอายุใช้งานเพียง 1-2 ปี เท่านั้น แต่ถ้าหากนำใช้ในที่ร่มและห่างจากดินจะมีอายุใช้งานได้ประมาณถึง 5 ปี เพราะไม้ไผ่จะถูกทำลายโดยมอด ปลวก และเชื้อรา เพราะไม่ไผ่ยังมีอาหารในเนื้อไม้ ดังนั้นถ้าจะให้ไม้ไผ่สามารถใช้งานได้คงทนยาวนานจะมีวิธีต่างๆดังนี้
- นำไม้ไผ่ไปแช่น้ำ เพื่อทำลายสารอาหารในเนื้อไม้จำพวกน้ำตาล แป้ง ให้หมดไป โดยการแช่น้ำจะต้องแช่ไม้ไผ่ให้มิด และต้องเป็นน้ำที่มีไหลเวียนด้วย ถ้าหากเป็นไม้ไผ่สดให้แช่น้ำประมาณ 3 วัน - 3 เดือน และกรณีที่เป็นไม้ไผ่แห้งต้องเพิ่มระยะเวลาแช่ไปอีก 15 วัน
- นำไม้ไผ่ไปปิ้งหรือต้มเพื่อสกัดน้ำมันออก โดยให้ทำการต้มไม้ไผ่ในน้ำธรรมดาประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือถ้าอยากจะประหยัดเวลาก็ให้ใช้โซดาไฟ 10.3 กรัมหรือโซเดียมคาร์บอเนต 15 กรัม ละลายในน้ำ 18.05 ลิตร จะทำให้ใช้เวลาต้มลดลงเหลือแค่ 15 นาที และหลังจากที่การต้มไม่ไผ่แล้วให้รีบเช็ดน้ำที่ซึมออกมาจากผิวไม้ไผ่ก่อนที่จะแห้ง(ถ้าไม่ไผ่เย็นลงแล้วจะไม่สามารถเช็ดออกได้อีก) หลังจากนั้นให้นำไม้ไผ่ที่เช็ดน้ำมันออกแล้วไปล้างน้ำให้สะอาดและตากให้แห้ง
1.สกัดน้ำมันด้วยวิธีต้มนั้นจะทำเนื้อไม้ไผ่จะอ่อนนุ่ม 2.สกัดน้ำมันด้วยการปิ้งไฟ โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 120-130 องศาเซลเซียส เวลาประมาณ 20 นาที วิธีต้องระวังอย่าให้ไม่ไผ่ไหม้ เมื่อไม่ไผ่มีน้ำมันออกมาจากผิวไม้ไผ่ให้รีบเช็ดออกทันที
- นำไม่ไผ่ไปแช่สารเคมี วิธีที่จะได้ผลดีกว่าการนำไม้ไผ่ไปแช่น้ำ ปิ้ง หรือต้ม โดยให้ชุบไม้ไผ่ลงไปในน้ำยาประมาณ 10 นาที (ให้เอาไม้ไผ่ลงแช่ทั้งที่มีกิ่งและใบ เมื่อใบสดระเหยน้ำออกไป โคนไม้ไผ่จะดูดน้ำยาเข้าแทนที่)
1.ชุบในน้ำยา DDT ที่มีความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันก๊าดจะทนได้นานถึง 1 ปี (ถ้าแช่ในน้ำยาให้นานขึ้นก็สามารถทนได้ถึง 2 ปี) 2.ชุบในน้ำยาที่ผสมโซเดียมแพนตาคลอโรฟีเนต 1 เปอร์เซ็นต์ ละลายน้ำบอแรกซ์ ก็จะสามารถป้องกันมอดได้เป็นอย่างดี
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 09 ตุลาคม 2010 เวลา 03:44 น. |
|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2010 เวลา 03:36 น. |
วิธีการดูแลรักษาเนื้อไม้ ไม้ เป็นวัสดุธรรมชาติย่อมชำรุดเสียหายไปตามกาลเวลา สภาพแวดล้อม แสงแดด ความชื้น และการกัดกินของแมลง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดูแลรักษาไม้ให้ถูกวิธีเพื่อที่จะได้มีอายุการใช้งาน ที่คงทน ไม้ที่แปรรูปออกจากโรงเลื่อยดูไม่น่าสนใจเท่าไร จนเมื่อผ่านกระบวนการทำสีและตกแต่งผิวแล้วจึงทำให้มีความสวยงามและคุณค่าที่ มีอยู่ในเนื้อไม้ได้เด่นชัด ในสมัยก่อนช่างไม้ได้นำเอาวัสดุธรรมชาติ เช่น ขี้ผึ้งนำมันจากไม้บางชนิดมาใช้ตกแต่งผิว แต่ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นวัสดุทั้งจากธรรมชาติและจากการสังเคราะห์ที่ดี นำมาใช้เคลือบผิวและตกแต่งสี ทำให้เพิ่มคุณค่าทั้งความงามและสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น ขั้นตอนในการทำสีไม้และตกแต่งผิวไม้จะต้องพิถีพิถัน พื้นผิวต้องสะอาด ขัดผิวอย่างดี ปราศจากรอยตำหนิ
- การย้อมสีด้วยน้ำยาวู๊ดสเตน เพื่อป้องกันแสงแดดและน้ำซึมเข้าเนื้อไม้
- การตกแต่งผิวด้วยน้ำยาวาร์นิช แล็กเกอร์ และเชลแลก เพื่อขับลายไม้
แต่ก่อนจะทาน้ำยาจะต้องเตรียมพื้นผิวไม้ให้เรียบซึ่งวัสดุที่นำมาเตรียมพื้นผิว ได้แก่ ดินสอพองผสมกับน้ำให้นิ่มใช้อุดร่องเสี้ยนหรือลงพื้น ใช้ได้ทั้งแบบผงและแบบก้อน
- สาร กันซึมหรือซีลเลอร์ ใช้เคลือบรองพื้นวัสดุที่มีรูพรุนหรือใช้เคลือบวัสดุที่อาจปล่อยสารบาง ประเภทออกมาทำให้ฟิลม์ของวัสดุเคลือบเสียหาย
- ฟิลเลอร์ ทำหน้าที่คล้ายกับดินสอพองอุดร่องไม้และอุดรอยแตกต่างๆ สามารถผสมกับสีย้อม สีฝุ่น ดินสี เพื่อให้ได้สีตามต้องการสามารถขัดถูด้วยกระดาษทรายเพื่อให้ผิวเรียบได้ง่าย
เมื่อเตรียมพื้นผิวเรียบร้อยแล้วจึงทำการเคลือบผิวเพื่อทำให้ไม้สวยงามและทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ทันทีซึ่งวัสดุที่จะนำมาใช้มีดังนี้
- แลกเกอร์ใช้งานง่าย ทนต่อสภาพภูมิอากาศและการขูดขีด มีทั้งชนิดเงาและชนิดด้าน
- เชลแล็กเป็นน้ำยาทาไม้ชนิดหนึ่งให้ความสวยงาม ทนทาน
- วาร์นิชหรือน้ำมันชักเงา ใช้ทาชิ้นงานเพื่อให้เกิดเงางาม ใส สวยงาม มักใช้กับเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม 2010 เวลา 13:25 น. |
|
|
|
|
|
|
หน้า 1 จาก 4 |